รีวิวทุกที่

www.everywherereview.com เป็นเว็บที่รวบรวม สาระน่ารู้ประโยชน์ต่างๆ พร้อมกับการรีวิว อุปกรณ์ , เครื่องสำอาง , สนามวิ่ง , ร้านอาหาร และ ชวนทำชวนกินของอร่อย

Breaking

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562

มิถุนายน 21, 2562

ทำน้ำมันหมูทานเองง่ายๆ

ทำน้ำมันหมู ทานเองง่ายๆไม่ต้องซื้อสำเร็จ 


การทำน้ำมันหมูทานนั้นไม่อยากอย่างที่ทุกคนคิดนะคะ เรามาทำน้ำมันหมูเก็บเอาไว้ทานกันเองดีกว่า และ ราคามันหมูก็ไม่ได้แพง ทำเก็บเอาไว้ทำกับข้าวอร่อยแทบทุกอย่างฝนนี้ชอบมากเลยและทำเก็บเอาไว้ทานเองเป็นประจำ แต่ที่สำคัญเราไม่ควรทำเก็บเอาเป็นเวลานานเพราะถ้าเก็บเอาไว้นานจะมีกลิ่นเหม็นหืน แนะนำว่าถ้าทำแล้วเก็บเอาไว้ทานแค่ 1-2 อาทิตย์เท่านั้นพอค่ะ หมดแล้วทำใหม่ ที่บอกเช่นนี้เพราะที่เคยทำเก็บเอาไว้เยอะมากสุดท้ายก็จะมีกลิ่นเหม็นหืน แต่ถ้า 1-2 อาทิตย์นี้กำลังอร่อยเชียวละ ขยันหน่อยเราจะได้มีน้ำมันที่สะอาดและถูกสุขลักษณะแถมเรายังรู้ส่วนผสมของน้ำมันหมูของเราเองทั้งหมด หากแต่ว่าไปซื้อที่ทำสำเร็จรูปตามตลาดสดนั้นอาจจะมีน้ำมันอื่นเจือปนเข้ามาโดยที่เราไม่สามารถตรวจสอบได้เลย

วัตถุดิบการทำน้ำมันหมู 
  • ไขมันมันหมูครึ่งโล  ( ให้ทางร้านหันเป็นชิ้นเล็กๆไว้ให้เลยก็ได้นะคะ จะได้เจียวน้ำมันได้อย่างง่าย ) เจียวไขมันหมูครึ่งโลเนี้ยเก็บเอาไว้ทานได้ 1-2 อาทิตย์พอดี ขึ้นอยู่กับปริมาณในการใช้ในการทำกับข้าวแต่ละมื้อด้วยนะจ๊ะ 
  • เกลือ 
  • กระทะสำหรับเจียวน้ำมันหมู
วิธีการทำน้ำมันหมู  
  • นำไขมันหมูที่ทางร้านหันให้เป็นชิ้นเล็กๆ ล้างให้สะอาดจากนั้นปล่อยให้สะเด็ดน้ำจากนั้นนำเกลือ กะพอประมาณหรือถ้าใครกะไม่ถูกให้ใส่ประมาณ 1 ช้อนชา แล้วทำการเคล้าเกลือให้ทั่วไขมันหมู ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อนพอให้ร้อนเทไขมันหมูที่ทำการเคล้าเกลือเรียบร้อยแล้วลงไปในกะทะเทน้ำเปล่าใส่ลงไปนิดหน่อยเพื่อไม่ให้ไขมันหมูนั้นติดกะทะ  คอยคนไม่ให้ไขมันหมูนั้นติดกระทะแล้วปล่อยทิ้งเอาไว้น้ำที่ใส่ลงไปจะละเหยออกหมดจนเหลือแต่น้ำมันหมูที่ออกมาจากไขมันหมูเท่านั้น  จากนั้นจะเห็นกากหมูที่ได้จากไขมันหมูนั้นลอยอยู่ในน้ำมันให้ตักออกเก็บเอาไว้ทานเล่นได้ 1 – 2 วัน ส่วนน้ำมันหมูนั้นพักให้เย็นแล้วทำการตักเก็บให้กล่องหรือภาชนะที่เราเตรียมเอาไว้ใส่เก็บไว้ทานได้นาน 1-2 อาทิตย์ 
วิธีทำไม่ยากเกินไปใช่ไหมค่ะ ประโยชน์ของน้ำมันหมู เป็นน้ำมันที่ไม่เป็นไขมันทรานส์ปลอดภัยต่อร่างกาย และไม่มีเคมีใดๆในการสกัดน้ำมัน อีกอย่างเราทำน้ำมันหมูเองปลอดภัยหายห่วง  น้ำมันหมูจัดอยู่ในอาหารไขมันให้ทุกคนทานแต่พอดีนะคะ เพียงพอต่อร่างกาย ถ้าทานเยอะร่างกายเราก็จะเก็บสะสมกลายเป็นน้ำมันหมูให้โทษไป ไว้เจอกันสำหรับวิธีการอาหารอื่นๆอีกนะคะ

เรียบเรียง :: แอดมิน ฝน  รีวิวทุกที่
มิถุนายน 21, 2562

ประโยชน์ของน้ำมันหมู

ประโยชน์ของน้ำมันหมู ( lard oil )

ในช่วงนี้กระแสการดูแลสุขภาพกำลังมาแรงและในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากระแสการทานน้ำมันหมูก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง มีหลายๆหน่วยงานที่ออกมากบอกประโยชน์มากมายในน้ำมันหมูงั้นเรามาทำความรู้จักเกี่ยวกับน้ำมันหมูกันก่อนดีว่าว่ามีคุณประโยชน์อย่างไร  จริงๆแล้วน้ำมันหมูถูกบริโภคมากันอย่างยาวนานแล้วในรุ่นคุณปู่คุณย่าของพวกเรา แต่แล้วกลับเกือบโดนกลืนหายไปเพราะกระแสการทานน้ำมันพืชมาทดแทนและมีการทำข้อมูลบิดเบื้อนว่าการทานน้ำมันหมูนั้นมีแต่ให้โทษมากกว่าให้ประโยชน์ พอระยะเวลาผ่านไปได้มีกลุ่มการทำวิจัยและหาข้อหักล้างเพื่อหาข้อสรุปออกมาว่าการทานน้ำมันหมูนั้นให้โทษจริงหรอจนในที่สุดมีข้อสรุปออกมาว่าจริงๆน้ำมันหมูนั้นมีประโยชน์มากกว่าน้ำมันพืชโดยมีกลุ่มวิตามินต่างๆที่ร่างกายต้องการมากกว่าน้ำมันพืชซึ่งในน้ำมันพืชนั้นมีโอเมก้า 6 สูงซึ่งอาจจะทำให้เกิดการอักเสบภายในร่างกายได้ถ้าทานติดต่อในระยะเวลายาวนาน
ข้อดีของน้ำมันหมู
ไขมันหมูเป็นไขมันธรรมชาติ ที่ไม่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี ไม่เป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพที่สุด ถึงแม้ว่าไขมันหมูจะมีกรดไขมันอิ่มตัว แต่ยังมีน้อยกว่าเนยที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม , น้ำมันปาล์ม  นอกจากนั้นยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งจาการศึกษาพบว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวนี้มีส่วนช่วยในการลดระดับคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดีและเพิ่มระดับคลอเรสเตอรอลชนิดดีเล็กน้อย  เนื่องจากน้ำมันหมูมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง จึงทำให้มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ดีจุดเกิดควันสูง จึงเหมาะกับอาหารทอดที่ใช้ความร้อนสูงและใช้เวลานาน อีกทั้งโครงสร้างของกรดไขมันในมันหมูมีขนาดใหญ่  เมื่อให้ความร้อนสูงไม่ทำให้ก่อโรงมะเร็ง  

ไม่ว่าเราจะทานน้ำมันหมูหรือน้ำมันพืชก็ตามขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำมันก็คือกลุ่มไขมันซึ่งเวลาทานจะต้องคอยระมัดระวังการทานและควรทานอย่างพอเหมาะ เพราะกลุ่มไขมันที่ทานไปนั้นถ้าร่างกายเผาผลาญไม่หมดก็สามารถสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกายได้เช่นกัน 

เครดิตรูป youcaneatnow.com
เรียบเรียง :: รีวิวทุกที่


วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562

มิถุนายน 20, 2562

น้ำพริกอาโวคาโดเพื่อสุขภาพ

" น้ำพริกอาโวคาโด + อกไก่ต้ม "เพื่อสุขภาพง่ายๆไม่ยุ่งยาก 


เราทำความรู้จักก็เกี่ยวกับอาโวคาโดแล้วฝนเองก็เคยทำน้ำพริกอาโวคาโดกินอร่อยดีง่ายๆไม่ยากหลังจากที่เราวิ่งเขาประทับช้างไปแล้วเราก็ก็ควรที่เพิ่มไขมันมันดีและเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนดีๆ จะได้ซ้อมแซมร่างกาย เพื่อพร้อมใช้ในการวิ่งในครั้งต่อไปน้ำพริกอาโวคาโดไม่ยากนะคะ วัตถุดิบก็น้อย ทำแล้วเก็บเอาไว้ทานได้ 2-3 วัน ทานคู่กับมันฝรั่งทอด หรือสเต็กเนื้อดีๆ สักจานก็ยังได้ เราไปดูวัตถุดิบและวิธีทำกันค่ะ

วัตถุดิบในการทำน้ำพริกอาโวคาโด 
  • อาโวคาโดผลสุก 1 ลูก 
  • หอมหัวใหญ่ , พริกขี้หนูสอย ,  มะนาว และ เกลือ 
*** ถ้าใครไม่อยากใช้พริกขี้หนูไทยบ้านเรา แนะนำสามารถใส่เป็นพริกไทบ้านเราเพื่อเพิ่มความเผ็ดร้อนได้นะคะ จะได้ไม่เลียนด้วย ***

วิธีการทำน้ำพริกอาโวคาโด
นำอาโวคาโดผลสุกผาครึ่งแล้วใช้ช้อนตักเนื้ออาโวคาโดออกมา นำมาบดให้ละเอียด ใส่หัวหอมใหญ่ที่เราเตรียมไว้มาสอยหรือสับให้ระเอียดใส่ลงไปในชามอาโวคาโดบดปริมาณของหอมใหญ่ขึ้นอยู่กับความชอบของเรานะคะ ถ้าชอบมากก็สามารถให้เยอะได้ จากนั้นปรุงรสด้วยเกลือและมะนาว รสชาติตามความชอบของแต่ละคน พอได้รสชาติที่เราชอบแล้วนั้น ให้โรยด้วยพริกขี้หนูสอยคลุกให้ทั่วให้รสเผ็ดของพริกนั้นทั่วกระจายให้อาโวคาโดเพื่อตัดเลียนเท่านี้ก็พร้อมเสริฟขึ้นโต๊ะแล้วจ๊ะ

น้ำพริกอาโวคาโดสามารถทานคู่กับอาหารได้หลายอย่างนะคะ จะนำมาทานคู่กับมันฝรั่งทอด นึ่ง หรือเนื้อสัตว์ เบคอน เราที่ชื่นชอบก็ได้หรือถ้าใครอยากเพิ่มโปรตีนเข้าไปอีกลองจับมิกส์กับไข่ต้มก็อร่อยไปอีกรสชาติ วิธีทำน้ำพริกอาโวคาโดก็ไม่ยากแถมเป็นอาหารเพื่อสุขภาพด้วยแล้วจะรออะไรกันละกันจัดเลยค่ะ ใกล้หน้าอาโวคาโดออกมาแล้วนะ ไว้เจอกันใหม่ในสูตรอาหารครั้งหน้านะคะ

เรียบเรียง :: รีวิวทุกที่ 


มิถุนายน 20, 2562

อาโวคาโดมีดียังไง?

อาโวคาโดมีดียังไง? ( Avocado )


ผลไม้อาโวคาโดเริ่มเป็นที่นิยมในประเทศไทยด้วยสรรพคุณต่างๆที่โฆษณากันอย่างแพร่หลาย ในบทความนี้แอดมินจะนำข้อมูลเกี่ยวกับอาโวคาโดมาให้ทุกท่านได้ลองอ่านดู อาโวคาโด หรือ ลูกเนย เป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันเหมือนเนย เป็นไม้พื้นเมืองของรัฐปวยบลาในประเทศแมกซิโก ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกันกับ อบเชย กระวาน และ เบย์ลอเรล ตัวผลของอาโวคาโดมีรูปทรงเป็นวงลีคล้ายกับสาลีรูปไข่ บางสายพันธุ์ก็เป็นทรงกลม  มีมิชชันนารีชาวอเมริกันนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกในจังหวัดน่าน ต่อจากนั้นจึงมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำอาโวคาโดมาปลูกมากขึ้น
ประโยชน์ของอาโวคาดี  >>>   อาโวคาโดจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก มีวิตามินที่ร่างกายต้องกาย 
  • วิตามินอี ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยงามไม่แก่เร็ว บำรุงผิวพรรณ ลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  • วิตามินเอ  ช่วยบำรุงสายตา ซึ่งบุคคลที่ทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์หรือใช้สามาร์ทโฟนมากๆ ควรรับประทาน
  • สารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่
  • มีโปรตีนสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ
  • มีวิตามินบี แก้อาการเหน็บชา
  • มีโพแทสเซียมและโฟเลส ช่วยลดความดันโลหิต
  • มีกรดไขมันดี ชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับน้ำมันมะกอก ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด และป้องกันโรคหัวใจได้ นิยมกันมากในหมู่ผู้รับประทานคีโตเจนิค 
  • สารแคโรทีนอยด์ต่างๆ ถึง 11 ชนิด โดยจะพบมากบริเวณเนื้อที่เป็นสีเขียวเข้มที่ติดกับใต้เปลือก 

ข้อควรระวังในการทานอาโวคาโด

อาโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีพลังงานสูง อย่าทานเกินวันละ 1 ลูก ราคาไม่ค่อยเป็นมิตรต่อกระเป๋าตังค์ 5555+ แต่ถ้าใครมีกำลังใจการจ่ายยังไงก็ทานได้ไม่เกินครั้งละ 1 ลูกนะคะ  

โทษของอาโวคาโด 
ผลดิบจะไม่สามารถรับประทานได้เพราะจะมีสารแทนนินในปริมาณมากและมีรสขม หากได้รับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ดังนั้นไม่ควรที่จะรับประทานแนะนำให้รออาโวคาโดสุกก่อนจึงรับประทานได้ สำหรับบางท่านอาจมีอาการแพ้อาโวคาโดได้ แพ้ในรูปของละอองเกสร หรือ แพ้หลังจากการรับประทานอาโวคาโดก็ได้  แนะนำให้รีบพบแพทย์หามีอาการดังต่อไปนี้ ปวดท้อง อาเจียน ฝื่นคัน ลมพิษ หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าในกรณีรุนแรง 

วิธีการเลือกอาโวคาโดพร้อมทาน 
ให้สังเกตจากสีผิวภายนอกของอาโวคาโดจะมีสีที่เข้มและคล้ำจนไปถึงสีน้ำตาลเข้ม ให้ทำการกดที่ผลของอาโวคาโดอย่างเบามือจะรู้สึกว่าผลนั้นนิ่มแสดงว่าอาโวคาโดนั้นพร้อมทาน หากยังรู้สึกแข็งแสดงว่ายังไม่สามารถทานได้ และวิธีที่สามารถดูได้อีกวิธีคือดูที่ขั้วของอาโวคาดนั้นเอง อะโวคาโดจะมีขั้วอยู่ด้านบน เมื่อเราแกะขั้วนั้นออก หากเป็นสีคล้ำมากแสดงว่าอาโวคาโดนั้นสุกเกินไปไม่เหมาะที่นำมารับประทาน แต่ถ้าแกะขั้วออกมาแล้วเห็นเป็นสีเหลืองๆนวลๆ แสดงว่าอาโวคาโดนั้นพร้อมทานและสุกกำลังดี 

คุณค่าทางโภชนาการของอาโวคาโด      
(**หนึ่งหน่วยบริโภค 100 g.  พลังงานทั้งหมด 160 พลังงานจากไขมัน 132**)
ไขมันทั้งหมด 14.7g
ไขมันอิ่มตัว 2.1g
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 1.8g
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 9.8g
โซเดียม 0mg
โพแทสเซียม 10mg
คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 8.5g
ใยอาหาร __g
น้ำตาล 0.7g
โปรตีน 2g4
วิตามินเอ1% ,วิตามินซี12% , แคลเซียม1% , เหล็ก4% , วิตามินบี 620% , แมกนีเซียม8% , วิตามินอี14% ,วิตามินเค20% , ซิงค์7% , ฟอสฟอรัส7% , แมงกานีส 7%

เครดิต :: วิกิพีเดีย , สนุกดอทคอม , จีบันดอทคอม , CalForLife
เครดิตรูป :: JSTOR Daily , avokado.gen.tr
เรียบเรียง :: รีวิวทุกที่

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562

มิถุนายน 19, 2562

เขาประทับช้างเทรล 2019

รีวิวสนามวิ่ง งานวิ่งเขาประทับช้างเทรล 2019  ( KPTC2019)

สวัสดีทุกคนจบไปแล้วสำหรับงานวิ่งเขาประทับช้างเทรล 2019 เรียกได้ว่าเป็นงานวิ่งเทรลงานดีมาก สนามไม่อันตรายไม่ยากและไม่ง่ายสำหรับมือใหม่  และการรีวิวสนามนี้ในมุมมองของฝนเองเท่านั้นมันไม่ใช่งานเทรลอนุบาลอย่างที่ทุกคนเคยรับรู้มา ฝนอยากให้ทุกคนคิดไว้เสมอว่าความยากง่ายของในมุมมองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และ จุดรับความเสี่ยงของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นจะมาวิ่งเทรลให้เพื่อนๆทุกคนทำการบ้านก่อนถึงวันวิ่งจริง วางแผนการซ้อมให้ดี อุปกรณ์บังคับ อุปกรณ์แนะนำที่ผู้จัดแนะนำควรมีอะไรบาง และถ้าระยะไหนมีการให้ฟังบรีฟเส้นทางเราควรที่จะฟัง ไม่ใช่ฟังแต่คนอื่น เห็นคนอื่นไม่เอามาเราก็ไม่เอาไปตาม สิ่งที่เราไม่ควรลืมคือ ร่างกาย  การซ้อม และประสบการณ์ในการลงสนามของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ตอนสมัครมือลั่น ใครๆก็เป็น  เพื่อนลากลงบาง ไปอ่านรีวิวคนโน้นคนนี้มาบางเลยลงตามแต่ไม่เคยทำการบ้านก่อนวันวิ่งจริง พอวันวิ่งจริง บ่น และ ด่ากันระนาว แต่ไม่เคยมองที่ตัวเองเลยว่าทำการบ้านมาดีแล้วหรือยังเพียงพอมั้ยสำหรับการวิ่งเทรลที่นี้ ที่ฝนเขียนแบบนี้เพราะว่าฝนผ่านมาแล้ว คิดว่าซ้อมดีแล้ว ทำการบ้านมาอย่างดี แต่สุดท้ายคือประสบการณ์วิ่งเทรลน้อยมากและไปลงในระดับที่ยากมากสุดท้ายก็ DNF ฝนต้องกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ทั้งหมดว่าเราซ้อมพอสำหรับสนามนี้หรือไม่ เพื่อนๆสามารถลองเข้าไปอ่านได้ที่ รีวิวสนามผาส้มเทรล งาน DNF แรก และ เป็นงานวิ่งที่ฝนทุ่มเทในการซ้อมปรับเปลี่ยนใหม่ทั่งหมดแต่สุดท้ายก็ไม่รอด พร่ำซะยาวเรามาที่บรรยากาศงานเขาประทับช้างกันดีกว่า …
ครั้งนี้ฝนเดินทางกับ แพนด้าพาวิ่ง เหมือนเดิมเพิ่มเติมคือไปรถตู้ 2 คันค่ะ นักวิ่ง 20 กว่าชีวิตที่เดินทางไปด้วยกันเป็นมิตรภาพเล็กๆที่ก่อตัวขึ้นระหว่างทางวิ่ง  พี่ติ๊กและพี่เต้ยได้นำพานักวิ่งทุกที่สถานที่จัดงานงานวิ่งเทรลเขาประทับช้างเรียกได้ว่าเป็นงานระดับจังหวัดก็ได้เพราะงานใหญ่มีรูปแบบที่ชัดเจน ซึ่งปีก่อนก็มีดราม่ากันแต่ทางผู้จัดได้ออกมาขอโทษทำให้นักวิ่งทุกคนค่อนข้างพอใจ และ มีระบบในการเช็คหมายเลขผู้สมัครที่ชัดเจน ภายในงานไม่วุ่นวาย มีหลายๆมุมที่จัดไว้ให้กับนักวิ่งถ่ายรุปเล่นกัน
มุมลงทะเบียนสำหรับเช็คชื่อ หมายเลขประจำตัวนักวิ่ง และ เสื้อวิ่ง

วิธีการรับหมายเลขประจำตัววิ่งก็เพียงแค่นำบัตรประชาชนยื่นให้กับเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ก็จะทำการเช็คชื่อปริ้นสลิปออกมาเป็นแบบนี้จากนั้นก็นำสลิปไปยื่นให้กับน้องๆที่คอยหยิบเสื้อและหมายเลขประตัววิ่งให้อีกทาง พอเราได้รับของเรียบร้อยแล้วเราก็เซ็นชื่อรับเพื่อเป็นหลักฐานว่าเราได้รับมาเรียบร้อยแล้ว  อยากจะบอกว่าทุกอย่างเป็นระบบและระเบียบเรียบร้อยมาก
บอร์ดนี้ไว้สำหรับนักวิ่งไว้ถ่ายรูปกัน มาสคอสก็ต้องให้เข้ากันกับชื่อของานซิเนอะ เขาประทับช้าง ก็ต้องมีช้างซินะจ๊ะ 
มีร้านค้าหลายๆร้านมาออกมาร้านขายของกัน  เรียกว่าดูดทรัพย์จากนักวิ่งกันไป 5555+ ฝนก็โดนทุกครั้งที่ไปวิ่งนั้น เพราะบางทีก็ไม่มีเวลาไปซื้อตามร้านก็ต้องอาศัยตรงนี้ละช่วยได้เยอะ แต่ที่สำคัญได้ลดเปอร์เซ็นต์ด้วย ไปที่ร้านโดยตรงลดบ้างไม่ลดบ้าง
 ก่อนที่เราจะเข้าที่พักกันก็ถ่ายรูปโชว์บิบ  เพื่อประกาศกร้าวว่าเราจะลงวิ่งพรุ้งนี้ในระยะนี้นะเธอว์และโพสลง FB ไป 55555+  ฝนว่าเป็นกันทุกคนใช่ไหม  ถ่ายรูปทีไรตาไม่เคยจะโตเหมือนกับคนอื่นๆเค้าเลยจริงๆ นะ  ในการมาครั้งนี้ก็มีช่างภาพจากเพจCUTOFF มาด้วยนะเอ่อ เห็นพี่ติ๊กว่าไปด้วยทุกทริปนั้นละ  พี่ติ๊กและพี่เต้ยได้พาทุกคนเข้าที่พักเรียบร้อย พาไปทานข้าวเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการวิ่งหนักในวันพรุ้งนี้
ชุดสำหรับการวิ่งพร้อมมากค่ะ เป็นการบูชาหลายเลขบิบของนักวิ่ง  55555+ ฝนเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน วิ่งทุกสนามถ่ายทุกสนามซิหน๊า รอบนี้ฝนลงวิ่งในระยะ  21 km. ไต่สะสมอยู่ที่ 200+ กว่านิดๆ ขึ้นภูเขาสองลูก ดูจากในแผนที่ชันพอเหนื่อย  เห็นเสบียงไหมอย่างกับจะไปออกรบตั้งแค้มป์ที่ไหน ลูกอม + ช๊อกโกแลต+เจลพลังงาน 55555+ ถึงหลงป่าก็ยังอยู่ในป่าได้อีกวันกว่าๆ 
แผนที่ที่เจ้าหน้าที่แจกมีประโยชน์นะคะ ไม่ใช่แค่เศษกระดาษโบว์ชัวร์  ในระยะของฝนไม่มีการบรีฟเส้นทางแต่ฝนใช้ดูจากโบว์ชัวร์แผ่นนี้ละจ๊ะ จากนั้นก็อาบน้ำนอนเพื่อเตรียมตัว จะมานั้งเมาส์มอยท์ไม่ได้เดี๋ยวไม่ได้นอนแล้วจะไปใจหวิวจะเป็นลมอีก นอนๆ 

---- ตัดมาที่วัน 16/06/62 ----


ตื่นตี 3 ครึ่งเพื่อมาอาบน้ำเตรียมตัวเพราะนัดกันที่รถตอนตี 5 พี่เต้ยจะเป็นคนขับรถพานักวิ่งไปที่งานในรถคันนี้จะมีระยะ 21 km. และ ระยะ 32 km. ซึ่งระยะที่ 32 km. จะมีพี่เหมียวและพี่ติ๊กวิ่งในระยะนี้ ปล่อยตัวตอน 6 โมง และ ระยะ 21 km. ปล่อยตัว 6 โมงครึ่ง  พี่ติ๊กกับพี่เหมียวได้ปล่อยตัวออกไปแล้วจากนั้นก็เป็นเวลาของระยะ 21 km. นักวิ่งในระยะนี้ก็มารวมตัวกันที่หน้าจุดสตาร์ท  
นักวิ่งระยะ 21 km. ได้ทำการปล่อยตัวแล้ว  นักวิ่งระยะ 21 km. ค่อนข้างเยอะ และฝนเชื่อว่ามีนักวิ่งบางคนคือเทรลแรก  สำหรับฝนผ่านมาหลายเทรลแล้วยังไม่ค่อยพัฒนากับเค้าเลยต้องอกหักเมื่อต้นปีมา 5555+ วิ่งตามเส้นทางไปเรื่อยๆ
เส้นทางในการวิ่งช่วงแรกนั้นไม่ยากมีเนินขึ้นๆลงๆ พอสนุก ตลบไปด้วยฝุ่น  เป็นป่าไผ่ซะส่วนมาก และ พื้นเป็นทราย ซึ่งทำให้วิ่งลำบากแต่ก็พอไปได้  มีพี่ตากล้องหลายๆค่ายดักถ่ายรูปเป็นช่วงๆ วิ่งไป ก็ค่อยดูเส้นริบบิ้น 21 km. ต้องดูริบบิ้น สีแดงห้ามดูสีอื่นนะ เดี๋ยวหลง ผู้จัดเค้าแบ่งเอาไว้แล้ว  ก็มีช่วงวิ่งทางร่องน้ำบาง 
ทางขึ้นก็มีอุปสรรคเล็กน้อยพอสนุกสนาน  และ มันก็จะเละๆ หน่อยเพราะดินมันเปียก แต่มีเจ้าหน้าที่คอยซัพพอทดึงอยู่ไม่ให้ลื่นหลนลงไป 
ในช่วง 10 กิโลแรกทางไม่ยากแทบจะหาหน่อไม้กินได้เลย 5555+ ไผ่มันจะเยอะไปไหน เราก็มีบ่นเหมือนว่าทำไมยังไม่เจอเขาสักที่  “ วันนึ่งฉันเดินหาหน่อไม้ในป่าไผ่ ” 55555+ และก็วิ่งต่อไปไม่เกิน 200 เมตร ค่ะ เจอเขาที่เราคิดถึงทันที่ซิหน๊า ไม้โพลที่พกมาได้ประกอบร่างพร้อมปักขึ้นไปบนเขา 
นี้จ้าปีนขึ้นไปเลยจ้า ค่อยๆขึ้นไปกันช้าๆเพราะทางขึ้นจะทำความเร็วไม่ได้ ถ้าใครแกร่ง หรือ ขาแข็งแรงก็ดีดขึ้นไปเลย ส่วนเรานะหรอ เอาไม้โพลไม้ไผ่ปักไป ปักกันตามๆ ไป 
อื่มๆ ดูแบบนี้ไม่ค่อยจะชันเท่าไหร่เนาะ แต่ช้าก่อน มันยังขึ้นไม่จบ จงขึ้นกันต่อไปนักวิ่ง 21 km. ทั้งหลาย พอให้ได้เหนื่อยได้หอบกันบาง และ ช่วงนี้ละที่เราเจอคุณป้าที่อยากจะ DNF และบอกว่าไหนบอกว่าเป็นเทรลอนุบาล  ทำให้เรารู้สึกจุก พอเราได้ยินเลยบอกให้คุณป้าพักให้หายเหนื่อยก่อน แล้วค่อยๆก้าวขึ้นไป อย่าก้าวยาวๆ เพราะก้าวยาวหัวใจมันก็จะดีดและก็จะเหนื่อย ประโยคที่เราบอกกับคุณป้าไปเป็นประโยคที่เราลุงเบนเพจ DNF 6+ บอกเราตอนที่เราไปวิ่งที่ผาส้มเทรลเมื่อต้นปี  พอเราไต่ขึ้นไปก็หันไปบอกให้คุณป้าสู้ๆ นะคะ  ไปปีนขึ้นไปได้สักพักก็วิ่งได้แต่ไม่เร็วมาก จากนั้นก็ถึงทางลง 
คนติดนิดหน่อยเพราะมันเป็นทางที่ลงได้ที่ละคน ต้องค่อยๆไป 
มีรอดกระบอกไม้ไผ่ด้วย ป่าไผ่สมชื่อจริงอะไรจริง รอดๆ ไปค่ะ ไม้ไผ่ไม่ตกลงมาหรอก ดูแล้วแข็งแรง 
ลงกันอย่างต่อเนื่อง ทุกคนถือไม้ไผ่ที่ทางผู้จัดเตรียมเอาไว้ให้ แทบทุกคน
ต่อแถวลงไปนาจา ระวังลืนกันเด้อ จำนวนนักวิ่งเยอะ เลยต้องค่อยๆลง ถ้าขาแรงมาและระยะ 50 มา พวกเราระยะ 21 km. จะทำการหลบให้เพราะถ้าไม่หลบจะทำให้ระยะ 50 ที่ทำเวลาช้าไปด้วย
พอลงมาจากเขาก็เป็นทางราบแล้ว แบบนี้ก็ต้องรีบสับซิ รออะไร นี้กินไป 3 ชั่วโมงกว่าแล้ว รีบๆ ช่วงนี้ก็เป็นทางราบวิ่งกันต่อไป แต่แดดก็เริ่มร้อนและแสบแล้วหนา  ในทางราบตรงนี้ทำให้ทุกคนประมาทคือทิ้งไม้ไผ่เอาไว้แล้วก็เดินๆวิ่งๆกันตัวเปล่า ส่วนเรานะหรอยังคงถือไม้โพลไปสักพักและก็ทำการเก็บ และ ถามน้องเจ้าหน้าที่ว่ายังมีเขาอยู่อีกมั้ย และ น้องก็บอกว่ามีครับพี่ เราคิดนั้นไง ตามแผนที่บอกและมันเป็นลูกสุดท้ายแต่มันจะไปโผล่ตรงไหน 5555+ ตอนนั้นมันเหนื่อยจนจำรายละเอียด map ไม่ได้จริงๆ 
ยินดีตอนรับเข้าสู่สวนสัตว์ราชบุรีนะคะ  คนกรุงเทพและชาวราชบุรีสามารถพาบุตรหลานของท่านไปเที่ยวได้ ส่วนเรานั้นวิ่งเข้าไปเช็คพอยท์ ซิรออะไร เดินเป็นวงกลม ๆ ไปเราหันไปคุยกับนักวิ่งด้วยกันว่าเจ้าหน้าที่ให้เรามาเที่ยวสวนสัตว์ด้วย ... แล้วก็ขำกัน 5555+ ในใจเราได้แต่คิดว่าไหนเขาอีกลูกมันอยู่ตรงไหน เอาเช็คพอยท์แล้วก็วิ่งเลี้ยวไปอีกทางเจอกรง ข้างแว่นและหมีขอ พูดแซวๆเล่น ก็มีเจ้าหน้าที่ทำมือให้ไปทางหลังกรงหมีขอแล้วบอกว่า ผมขอเชิญพี่ขึ้นเขาในกิโลที่สุดท้ายครับ โอ้ย น้องสุภาพมากแต่กิโลสุดท้ายขึ้นเขาเนี้ยนะ คิดได้ยังไง ได้แต่คิดในใจ จากนั้นประกอบไม้โพลและปักขึ้นไป โชคดีมันเป็นบันไดหินเลยขึ้นไม่ยาก แต่ก็เหนื่อยนั้นละ เพราะว่ามันก็ชันในระดับนึ่ง 
ปีนกันขึ้นมาค่ะ เรานี้ได้ถ่ายรูป ไม่ใช่อะไรหรอกนะ ยื่นพักเหนื่อยและหอบอยู่  5555+
ทางเป็นพงไผ่ทั้ง 2 ข้างทางเลย  ลุยไปอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะถึงเส้นชัยแล้วละ ไปๆค่ะ ลุยๆ  
ถึงทางลง ก็เป็นบันไดที่ก้าวลงแล้วหาทางหยุดไม่ได้ ก็ไม่เข้าใจ  บันไดตรงนี้มีนักวิ่ง 50 ขาแรงลงไป กระโดดเป็นจิงโจ้เลย เห็นแล้วอยากโดดตามดึงๆ  5555+ แต่เราคงทำไม่ได้ ถ้าทำตามนักวิ่งขาแรงส์ไปเรานี้คงกลิ้งไปหมูตกบันได  ทางลงตรงนี้ไม่ต้องใช้ไม่โพลก็ได้ แต่ถ้าใครไม่มั่นใจก็ก็ค่อยๆปักไป  ลงไปเรื่อยๆ ถึงทางราบก็รีบสับไปให้ถึงเส้นชัย วิ่งไปเรื่อยก็จะเห็นทางบล็อกที่ทางผู้จัดทำไว้ให้สำหรับระยะ 21 km. 
เราวิ่งเข้าเส้นชัยมาด้วยเวลาตามรูปเลยค่ะ รีบๆขาก็จะลอยๆ แบบนี้ละ คิดท่ามาแล้ว ( นี้มาวิ่งนะไม่ใช่มาเดินแคทวอก) แค่คิดในใจ จากนั้นก็ไปรับเหรียญรับเสื้อตามที่ทางจัดเอาไว้ให้ 
ได้เหรียญได้เสื้อมาแล้วภูมิใจ สิ่งที่เสียดายคือถ้าเราซ้อมวิ่งเวลาในการวิ่งเทรลครั้งนี้มันคงจะดีกว่านี้แต่สำหรับการวิ่งครั้งถือว่าพอใจ เพราะใช้แต้มบุญเก่าล้วนๆ แทบจะไม่ได้ซ้อมเลย  นักวิ่งท่านไหนมาอ่านแล้วอย่าไม่ซ้อมตามเรานะคะมันไม่ดี

สรุปโดยรวมงานเขาประทับช้างเทรล 2019

น้ำท่าอุดมสมบูรณ์มาก แตงโมมีบริการให้นักวิ่งแทบทุก CP เลย มีเจ้าหน้าที่ค่อยประถมพยาบาลนวดกล้ามเนื้อให้   เจ้าหน้าที่เข้าถึงนักวิ่งที่จะเป็นลมได้เร็ว ริบบิ้นที่แบ่งระยะออกชัดเจน ป้ายบอกระยะ ติดตามต้นไม้ชัดแต่เล็ก แก้ไขโดยริบบิ้นถี่มากถือว่าทำให้นักวิ่งไม่หลงหรือว่ามีใครหลงไหมค่ะ บอกฝนด้วยเด้อ ..... เป็นงานเทรลที่ชอบและอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสงานเขาประทับช้างในปีต่อๆไป แต่ก่อนมาควรซ้อมและทำการบ้านอย่างที่ฝนกล่าวมาข้างต้นด้วยนะคะ จะได้วิ่งสนุก และ จบต้องไม่เจ็บ อย่ามือลั่นแล้วไม่รับผิดความการลั่นนั้นด้วยการไม่ซ้อม เพราะคุณจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในงาน และจะมาหวังพึ่งผู้จัดอย่างเดียวไม่ได้ เราก็ต้องพึ่งตัวเองก่อนด้วย  อยากให้ทุกคนวิ่งให้สนุก มีแต่รอยยิ้มและความทรงจำดีๆ  กลับไป  ได้สัมผัสธรรมชาติและได้รู้สึกหลงรักป่าและรักษาป่ากันมากขึ้น

*** แถม ระยะ 32 km. ของพี่เหมียวค่ะ  *** 


เห็นพี่เหมียว่าของพี่เหมียวขึ้นภูเขาทั้งหมด 4 ลูกนะคะ และ นอกจากป่าไผ่แล้วพี่เหมียวยังเจอ ป่ายูคาลิปตัสด้วย ดูจากรูปก็ต้องขึ้นๆ ไป ปีนๆ นวดๆด้วยเนินกันไปให้ครบ 4 ลูก
ทางก็ใช่ย่อยเหมือนกัน หืม ๆ ปีหน้าใครสนใจไป 32 km. ก็ต้องทำการบ้านกันด้วยนะจ๊ะ  เห็นทางนั้นไหม ….
แต่พี่เหมียวเก่งนะคะ พี่เค้าป่วยแต่ก็จบในระยะนี้ด้วยเวลาตามรูปเลย ถ้าเป็นฝนคงไม่รอดอาจจะโบกมือลาขอออกจากการแข่งขันไปแล้วละ 55555+  สำหรับพี่ติ๊กนะหรอเข้าอันดับ 9 ของระยะ 32 km. เจ๊เค้าขาแรงเห็นวิ่งในเรซฝนนี้เดินดมยาดมพี่ติ๊กไปโน้นแล้ว 555+   ขอจบการรีวิวสนามเขาประทับช้างเทรล 2019 ไว้แต่เพียงเท่านี้ ไว้เจอกันกับการรีวิวสนามวิ่งใหม่ในครั้งหน้านะคะ  

เรียบเรียง ,รูปในระยะ 21 km. ::  รีวิวทุกที่
เครดิตรูป 32 km. :: พี่เหมียวผู้แข็งแกร่งขอบคุณสำหรับรูปนะคะ  

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2562

มิถุนายน 14, 2562

สูตรขนมคลีนคุ๊กกี้กล้วยหอม-ข้าวโอ๊ต

สูตรขนม คลีนคุ๊กกี้กล้วยหอม – ข้าวโอ๊ต ขนมสำหรับคนรักสุขภาพ 

น้องๆ หนูๆ ที่แพ้แป้งสาลีก็ทานได้


เรายังไม่พ้นจากเรื่องกล้วยนะจ๊ะ มาต่อด้วยสูตรขนมเบเกอรี่แบบคลีนๆ เอาใจคนรักสุขภาพ ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลเป็นขนมสายคลีน หรือ สายโลว์คาร์บ เพราะข้าวโอ๊ตที่ใช้เป็นคาร์โบไฮเดรตชั้นดี วัตถุดิบไม่ซับซ้อนหาซื้อง่าย  สามารถหาซื้อได้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ



วัตถุดิบทำคุ๊กกี้ก้วยหอม - ข้าวโอ๊ต 

  • ข้าวโอ๊ต  1/2 ถ้วยตวง 
  • กล้วยหอม 3 ลูก 
  • น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา
  • อัลมอลล์ 1/4 ถ้วยตวง
  • ลูกเกด/ช๊อคโกแลตชิพ  ( สัดส่วนตามชอบ)
  • เนยถั่วแบบไม่ใส่น้ำตาล 1/3 ถ้วยตวง 

วิธีการทำคุ๊กกี้กล้วยหอม-ข้าวโอ๊ต

  • นำกล้วยหอมที่สุกงอมมาบ้ให้ละเอียด ยิ่งงอมมากเท่าไรคุ๊กกี้ของเพื่อนๆก็ยิ่งหวาน
  • จากนั้นนำเนยถั่วมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับกล้วยที่บดไว้ใส่ข้าวโอ๊ต และน้ำผึ้งลงไปคลุกให้เข้ากัน
  • เพิ่มรสหวานด้วยการเติมลูกเกดหรือช็อคโกแลตชิฟ และเพิ่มความกรอบมันด้วยอัลมอนด์หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ลงไปคลุกให้ทั่ว
  • นำถาดมาลองด้วยกระดาษไข จากนั้นก็ตักแป้งคุ๊กกี้ลงในถาด ขนาด 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำเข้าอบในอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ระยะเวลาในการอบ 13 -15 นาที 

ดูจากสูตรแล้ววิธีทำไม่ยากเกินไปใช่มั้ยค่ะ ถ้ายังกลัวความหวานสามารถลดจำนวนผลไม้อบแห้งลงแล้วไปเพิ่มที่ตัวอัลมอนด์แทนได้นะคะ ทานคู่กับกาแฟดำร้อนๆตอนเช้าก็ได้ค่ะ  ทานขนมกันแล้วก็อย่าลืมออกกำลังเผาผลาญแคลลอรี่ที่ทานเข้าไปด้วยนะคะ ไว้ครั้งหน้าฝนจะพยายามขุดสูตรขนมสำหรับคนรักสุขมาอีก ไว้เจอกันสูตรใหม่นะจ๊ะ 

** หมายเหตุ ในรูปที่ฝนทำไม่ได้ใส่ผลไม้แห้งลงไปด้วยนะคะ  

เรียบเรียง :: รีวิวทุกที่

มิถุนายน 14, 2562

ชวนทำกล้วยไข่เชื่อม

กล้วยไข่เชื่อม "ไม่ยากอย่างที่คิด 


วันนี้ฝนจะมาชวนทำกล้วยไข่เชื่อม พาทำเบเกอรี่อยู่หลายวันเรามาทำขนมไทยแบบง่ายๆ ราคากล้วยเดี๋ยวนี้ก็ใช่ว่าจะถูกแต่ถ้าบ้านไหนปลูกไว้กล้วยสุกแล้วทานไม่ทันก็เอามาแปรรูป หรือ บางบ้านมีที่ทางปลูกกันเป็นไร่จำหน่ายกันได้ทั้งดิบและสุกขายไม่ทันก็เอามาแปรรูปให้เป็นขนมไทยหวานฉ่ำ แต่อย่าทานมากนะคะกล้วยมีน้ำตาลและมีแป้งถ้าเอาไปเชื่อมอีกยิ่งเพิ่มระดับน้ำตาลในร่างกายเข้าไปอีกอาจจะอ้วนได้ ทานได้ล้างปากหลังทานข้าวเสร็จเท่ากับเราได้จบมื้ออาหารสูตรของฝนทำนั้นไม่ยาก คิดแบบง่ายๆไม่ซับซ้อน  ขึ้นชื่อว่าขนมไทยทุกอย่างต้องใช้เวลาและทำอย่างใจเย็นนะคะ

วัตถุดิบทำกล้วยเชื่อม
  • กล้วยไข่สุก ( กล้วยไข่ไม่ต้องงอมมาก พอดูให้สุกเปลือกเป็นสีเหลืองทั้งหวีเป็นพอ ) 
  • น้ำตาลทรายขาว 
  • น้ำเปล่า 


วิธีทำกล้วยเชื่อม 
  • นำกล้วยมาปลอกเปลือกให้หมด จากนั้นนำมืดค่อยๆบัง กล้วยอย่างให้ขาด วิธีนี้จะช่วยให้น้ำตาลซึมเข้าไปในกล้วยได้อย่างรวดเร็วและสุกเร็วขึ้น 
  • นำน้ำเปล่า + น้ำตาลทรายขาว ขึ้นตั้งอ่อนเกือบถึงไฟกลาง อัตราส่วน 1 : 2 คือ น้ำ 1 ถ้วย ต่อ น้ำตาลทรายขาว 2 ถ้วย หรืออยากเพื่อระดับความเข้มข้นของน้ำตาลก็สามารถเพิ่มน้ำตาลได้อีกพอน้ำตาลละลายให้เช็คดูความหนืดของน้ำเชื่อม   ( ใช้ถ้วยไหนตวงน้ำเปล่า ก็ให้ใช้ถ้วยนั้นตวงน้ำตาลทรายได้เลย จะได้อัตราส่วนที่พอดีกัน )
  • พอน้ำตาลกับน้ำละลายเข้ากันจนกลายเป็นน้ำเชื่อมให้ใส่กล้วยไข่ที่เราเตรียมเอาไว้ ลงไปในน้ำเชื่อมที่ตั้งอยู่บนเตา ค่อยๆ เคี้ยวไป ตรงนี้ให้ใช้ไฟอ่อนด้วยนะคะ สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือ “ระวังน้ำเชื่อมไหม้ ” ค่ะ ค่อยเช็คดูว่ากล้วยนั้นสุกทั่วแล้วหรือยัง ถ้ากล้วยสุกทั่วแล้วและน้ำซึมเข้าไปในเนื้อแล้วกล้วยจะมีความเหลือใส มีความวาวและฉ่ำ ทำอย่างใจเย็นนะคะ  จากนั้นถึงค่อยตักใส่ภาชนะที่เตรียมเอาไว้  ปล่อยไว้ให้เย็นพร้อมเสริฟขึ้นได้ทันที  
***  ถ้าใครชอบแบบราดกะทิ สามารถซื้อกะทิกล่อง หรือ ใครใคร่อยากจะคันเองกับมือก็ได้  นำน้ำกะทิขึ้นตั้งไฟอ่อน ใส่แป้งข้าวโพดลงไปที่ละน้อยพอดูข้นแล้วใส่เกลือลงไปตัดนิดหน่อยชิมพอเค็ม เท่านี้ก็ได้กะทิสำหรับราดกล้วยไข่เชื่อมของเราแล้วละจ๊ะ *** 

วิธีการทำกล้วยเชือมของฝนทุกท่านอ่านแล้วคงทำไม่ยากใช่ไหมค่ะ ไม่ต้องคิดอะไรมากแต่ต้องใช้เวลา ทำง่ายๆก็ได้ขนมอร่อยไว้เสริฟหลังมื้ออาหารหลัก หรือแปลรูปเอาไว้จำหน่าย ฝนเนี้ยชอบทานกล้วยไข่เชื่อมมาก  คุณพ่อเลยสอนและบอกเทคนิคมาว่าเราไม่จำเป็นต้องเอากล้วยไข่ไปแช่น้ำปูนแดงหรอกเพราะว่าจะทำให้กล้วยมีความแข็งและน้ำตาลจะไม่ซึมผ่านเข้าไปในตัวกล้วยแล้วจะไม่อร่อย  ฝนก็ทำตามที่พ่อบอกมาเนี้ยละจ๊ะ ชามใหญ่ๆที่เห็นด้านบนนั้นหมดภายในเวลา 3 วัน เพราะว่ากล้วยมันฉ่ำมากจริงๆ ลองนำวิธีฝนไปทำดูก็ได้นะคะอย่าเลือกกล้วยที่งอมมาก และ อย่างห่ามมากสุกกำลังพอดีจะได้ความหอมของกล้วยมาด้วยนะเอ่อ  ไว้เจอกันสูตรหน้านะคะ 

เรียบเรียงสูตรและรูปภาพ :: รีวิวทุกที่

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562

มิถุนายน 13, 2562

บราวนี่บอสตัน

บราวนี่ บอสตัน (บราวนี่ช็อกโกแลตเนื้อเข้มข้น)

หลังจากที่แอดมินได้ปล่อยสูตรเบเกอรี่ออกไป 2 สูตร มีหลายๆท่านให้ความสนใจในการทำเบเกอรี่มากขึ้น 2 สูตรนั้นก็มี Banana Choco กับ เค้กส้มในตำนาน สามารถกดลิ้งค์เข้าไปอ่านได้เลยค่ะ เรามาต่อด้วยสูตลบราวนี่ที่เน้นแต่ช๊อกโกแลตล้วนๆ แป้งน้อยๆกันดีกว่า สูตรนี้แอดมินก็ทำขายออนไลน์เหมือนกัน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สามารถทานได้ทั้งตอนบราวนี่ร้อนๆ ทานคู่กับไอศครีมวนิลาแท้รสเด็ด หรือ ถ้าชอบแนวบราวนี่เหนียวหนุบหนับก็จัดการแช่เย็นรับรองได้ว่าหนุบหนับสมใจ แอดมินรับประกันว่าทุกคนต้องติดใจ ใครมีไอเดียในการเปิดร้านเบเกอรี่สามารถนำเมนูนี้ขึ้นโต๊ะเสริฟได้เลยนะจ๊ะ  ไปดูสูตรกันค่ะ


 วัตถุดิบในการทำ บราวนี่บอสตัน (สำหรับพิมพ์ขนาด 9*13 นิ้ว)
  • ดาร์กช๊อกโกแลต 155 g  ( unsweetened chocolate )
  • ช๊อกโกแลตหวาน    70 g.  (มีความหวานอยู่ที่ 70 % )
  • เนยจืด                     200 g.
  • ไข่ไก่เบอร์สอง 5 ฟอง
  • น้ำตาลทรายขาว 340 g.
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 175 g.     
  • ผงฟู                        1/2 tsp    
  • เกลือ                       1/2 tsp

วิธีการทำ บราวนี่บอสตัน  (เตรียมพิมพ์ ทาเนยขาว ปูประดาษไขเตรียมไว้)
  1.  ตุ๋นช็อกโกแล๊ตทั้ง 2 ชนิดด้วย ไฟกลางๆ จนช็อกโกแลตละลายหมด
  2.  เติมเนยจืด คนจนทุกอย่างเท่ากัน ทิ้งให้อุ่น
  3.  ร่อนของแห้งเตรียมไว้ ( แป้งสาลี+ผงฟู+เกลือ) เตรียมเอาไว้ในโถ
  4.  ในโถผสม ตีไข่ห้าฟองกับน้ำตาลทรายขาวจนขึ้นฟูแต่ไม่มาก ประมาณ 1 นาที
  5.  เติมช็อกโกแล๊ตที่ตุ๋นไว้แล้วก่อนหน้านี้ลงในโถผสม ค่อยๆใช้ไม้พายหรือตระกร้อมือ คนเบาๆจนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน
  6.  วอมเตาอบไว้ที่อุณหภูมิ 160 Cค่ะ
  7. ใส่ของแห้งที่เราร่อนผสมกันไว้แล้วลงในของเปียก คนเบาๆจนทุกอย่างเข้ากัน ไม่มีเศษแป้งสีขาวๆติดตามขอบโถผสม
  8. เทใส่พิมพ์ที่ปูกระดาษไขและทาเนยขาวไว้แล้ว เคาะทุกอย่างเบาๆเพื่อไล่ฟองอากาศ  อบที่อุณหภูมิ 160 c เป็นเวลา 30 -35 นาที  เช็คสุก  20 นาทีแรกนะคะ
  9. ก่อนตัด แนะนำทิ้งให้ขนมเย็น ประมาณสองชั่วโมง (หรือบางคนจะเอาใส่ตู้เย็นข้ามคืนแล้วค่อยมาตัดอีกวัน ก็ง่ายและสะดวกดีนะคะ  ตัวขนมจะออกมาสวยมากๆ
เป็นยังไงค่ะ วิธีการทำบราวนี่บอสตันไม่อยากเลย บราวนี่เป็นขนมที่ทำง่ายกว่าขนมตัวอื่นๆในบรรดาเบเกอรี่แล้วละคะสูตรนี้ถ้าอยากจะเติม มาชเมลโล่  ผลไม้อบแห้งลงไปก็ได้ หรืออยากเพิ่มลูกเล่นในผู้ทานก็ใส่ช๊อกชิฟลงไปด้วยก็ได้ไม่ว่ากันแล้วแต่ผู้ทำจะนำไปต่อยอด 

เรียบเรียง :: รีวิวทุกที่ 

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

มิถุนายน 12, 2562

กาแฟดำช่วยลดอ้วน ?

ข้อดีและข้อเสียของกาแฟดำช่วยลดอ้วน ?

เครดิตรูป :: hoidoanhnhantredaklak.com

         ในยุคปัจจุบันการบริโภคกาแฟมีมากขึ้นและมีรูปแบบการชงแตกต่างกันไป ท่านผู้อ่านทราบคุณประโยชน์และโทษของการดื่มกาแฟหรือไหม แอดเป็นบุคคลหนึ่งที่หลงใหลในกลิ่นและบรรยากาศของร้านกาแฟ และด้วยที่บ้านของแอดเองก็ได้ประกอบธุรกิจกาแฟโบราณร้านของคุณพ่อแอดเอง  ยิ่งทำให้สงสัยว่ากาแฟที่ดื่มกันทุกวันนี้มีประโยชน์ยังไง และถ้าดื่มมากๆจะมีโทษแบบไหนและเดี๋ยวนี้ประเทศไทยเองก็สามารถปลูกกาแฟดีๆ ออกมาแข่งกับแบรด์ต่างชาติได้อย่างสบาย คนไทยไปเรียนเป็นบาริสต้าและแข่งขันกับประเทศอื่นจนได้รับรางวัลมากมาย เราไปดูข้อดีและข้อเสียกันดีกว่าค่ะ


เครดิตรูป :: ของคุณ uroburos

ข้อดีของกาแฟดำ

  • ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซี : การวิจัยพบว่าการดื่มกาแฟดำเป็นประจำทุกวัน จะสามารถบรรเทาและป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซีได้ โดยจะต้องดื่มกาแฟอย่างน้อยวันละ 3 ถ้วยต่อวัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูที่สุขภาพด้านอื่นๆ ของผู้อ่านเองด้วย เพราะบางท่านอาจมีโรคประจำตัวที่ถูกห้ามไม่ให้ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มคาเฟอีนนั่นเอง
  • ช่วยลดความอ้วน : ท่านผู้อาจจะเข้าใจว่าการดื่มกาแฟ เป็นสาเหตุที่ทำให้อ้วน แต่ความจริงแล้วในทางตรงกันข้ามนั้น กาแฟดำมีส่วนช่วยในการละลายไขมันได้ดี และสามารถให้พลังงานทดแทน  แต่จะต้องเป็นกาแฟดำที่ปราศจากน้ำตาลเท่านั้นนะคะ
  • ป้องกันโรคหอบ : ข้อนี้ท่านผู้อ่านอาจจะงงว่ามันจะเป็นไปได้หรือแต่ก็เป็นไปแล้วกาแฟสามารถป้องกันอาการหอบหืดได้นั่นก็เพราะโรคหอบเกิดจากการที่ประสาทสำรองถูกกระตุ้น จึงแสดงอาการหอบออกมา แต่เมื่อดื่มกาแฟดำเป็นประจำ ฤทธิ์ของกาแฟดำจะเข้าไปช่วยระงับความตึงเครียดของประสาทสัมผัสสำรอง และไม่ทำให้เกิดอาการหอบนั่นเอง
  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ : การที่เราดื่มกาแฟดำเมื่อดื่มบ่อยๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้ดี เนื่องจากในกาแฟดำมีวิตามินบีรวมชนิดหนึ่ง ชื่อว่านิโคติน ซึ่งจะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดและป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว จึงไม่ทำให้เป็นโรคหัวใจ แถมลดความเสี่ยงภาวะไขมันในเลือดสูงอีกด้วย แต่สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ไม่ควรดื่มกาแฟเด็ดขาดค่ะ
  • ป้องกันโรคมะเร็ง : การดื่มกาแฟดำ เพราะในกาแฟดำมีกรดอะซิติก ที่จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของก้อนเนื้อร้าย และทำลายเซลล์ผิดปกติ ที่อาจกลายเป็นมะเร็งในวันหน้า เมื่อดื่มบ่อยๆ จึงหมดห่วงเรื่องมะเร็งร้ายมาเยือนไปได้เลย แต่กาแฟดำจะใช้สำหรับป้องกันโรคมะเร็งในขั้นต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้เพื่อรักษาโรคมะเร็งได้
  • บรรเทาอาการปวดศีรษะ : การดื่มกาแฟดำก็ช่วยได้ดีเช่นกัน เพราะคาเฟอีนมีส่วนช่วยในการขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และระงับอาการปวดศีรษะได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะเนื่องจากอาการเมาค้างจากการดื่มสุรา แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรดื่มมากเกินไป เพราะอาจเกิดผลเสียได้เช่นกัน
  • ช่วยชะลอวัย : คนที่ไม่อยากแก่เร็ว แค่ดื่มกาแฟดำบ่อยๆ ก็จะช่วยชะลอวัยได้ เพราะกาแฟดำจะทำให้ออกไซด์แตกตัว ลดการสะสมของออกซิเจนที่มีมากเกินไปจนอาจทำให้แก่เร็ว พร้อมทำให้ผิวพรรณเต่งตึง กระชับ ป้องกันการเกิดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นของผิวได้อย่างดีเยี่ยม

ท่านผู้อ่านได้รู้ถึงประโยชน์ของกาแฟนั้นไปแล้วเกิดอยากจะลุกขึ้นไปชงกาแฟดำมาดื่มทันทีเลยใช่มั้ย ช้าก่อนเราต้องรู้ถึงข้อเสียของกาแฟที่เรากำลังดื่มอยู่ด้วยนะคะ
coffeefavour.com
ข้อเสียของการดื่มกาแฟมากเกินไป 

  •  หัวใจเต้นเร็ว  อาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เป็นสิ่งที่แสดงว่าคุณรับกาแฟมากจนเกินไปแล้ว ส่งผลให้คาเฟอีนเข้าไปกระตุ้นระบบประสาท และในบางท่านก็ไม่สามารถจะดื่มกาแฟได้ 
  • ปวดหัว -  การดื่มกาแฟในปริมาณที่พอดี เล็กน้อยนั้นจะช่วยลดอาการปวดหัวได้ในบางคน แต่สำหรับคนที่ดื่มกาแฟมากจนเกินไป คาเฟอีนจะเข้าไปกระตุ้นอาการปวดหัว ทำให้คุณปวดหัวหนัก พร้อมทั้งสามารถที่จะกลายเป็นโรคไมเกรนได้
  • ความดันโลหิตสูง  งานวิจัยค้นพบว่าการดื่มกาแฟ 2 – 3 แก้ว ก็สามารถที่จะทำให้ความดันโลหิตในร่างกายสูงขึ้น ดังนั้นคนที่เป็นโรคความดันโลหิตควรที่จะระมัดระวังปริมาณของการดื่มกาแฟ ซึ่งสามารถที่จะออกฤทธิ์ได้ภายในแค่ 2 – 3 ชั่วโมง เท่านั้น
  • เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม ผลการวิจัยค้นพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมากจนเกินไป หรือรับคาเฟอีนมากกว่าวันละ 500 มิลลิกรัมนั้น มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมและเกิดซีสต์ มากกว่าคนทั่วไปถึง 2 – 3 เท่าเลยทีเดียว
  • นอนไม่หลับ แน่นอนว่าการดื่มกาแฟมากจนเกินไปนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เรานอนไม่หลับ นอกจากจะนอนหลับยากแล้วยังส่งผลให้เราเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า เพลียมาก ใจเต้นเร็วและรู้สึกกระวนกระวายอีกด้วย
  • มีอาการประสาทหลอน เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ากลัวอย่างมากเลยทีเดียว เมื่อการดื่มกาแฟที่มากจนเกินไปผสมกับร่างกายที่ไม่ได้พักผ่อนและความเครียด ก็จะทำให้ฮอร์โมนอะดรีนาลีนในร่างกายถูกหลั่งมามากจนเกินไปเกินที่ร่างกายจะควบคุม กลายเป็นอาการประสาทหลอนนั่นเอง

ฉะนั้นท่านผู้อ่านคงทราบข้อดีและข้อเสียของการดื่มกาแฟแล้ว เราก็ต้องดื่มให้พอเหมาะกับร่างกายของเรา ไม่มากไปและไม่น้อยเกินไป ไม่มีใครรู้นอกเสียจากตัวเราเองจะรู้ว่าร่างกายของเรานั้นรับสารคาเฟอีนได้มากหรือน้อยเท่าไร  สำการลดความอ้วน กาแฟดำเป็นส่วนนึ่งในการช่วยกระตุ้นสารเคมีในร่างกายเท่านั้น ถ้าอยากให้การลดน้ำหนักนั้นมีประสิทธิ์ภาพมากขึ้นเราจะต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอพร้อมกับทานอาหารที่มีประโยชน์  พักผ่อนให้เพียงพอแค่นี้การลดน้ำหนักของเราก็จะมีประสิทธ์ภาพมากขึ้นนะคะ  ไว้เจอกันใหม่กับสาระดีๆที่จะนำมาให้อ่านต่อ

ข้อมูลจาก :: coffeefavour.com , cafevlv.com
เรียบเรียง :: รีวิวทุกที่ 

มิถุนายน 12, 2562

สูตร เค้กส้ม ในตำนาน

สูตร เค้กส้ม (Orange cake)ในตำนาน ณ พันทิพดอทคอม 

ทำกินง่ายทำขายกำไรงาม " เค้กส้ม
Hello ทุกคน  ใครๆก็ชอบ “เค้กส้ม” เปรี้ยวๆ หวานๆ แหม่อย่าว่าแต่ทุกคนชอบเลย ตัวคนทำอย่างแอดเองก็ชอบและลูกค้าหลายๆท่านที่เคยสั่งแอดในช่วงที่แอดยังคงเปิดร้านเบเกอรี่ออนไลน์อยู่ต่างติดอกติดใจในรสชาติของ “เค้กส้ม” ทั้งนั้นละคะ  ทำกี่ครั้ง กี่ครั้ง ก็หมดทุกครั้ง แช่เย็นก็ไม่แข็ง นุ่มและชุ่มฉ่ำไปด้วยซอสส้มอมเปรี้ยวอมหวาน   ตัดกับเนื้อเค้กมีความหวานน้อยแต่สูตรที่แอดทำขายจะต่างจาก “เค้กส้ม” ในตำนาน ณ พันทิพนิดหน่อยเท่านั้นเอง สูตรเค้กส้มนี้เป็นสูตรของพี่วรรณที่เป็นผู้นำทางและเปิดเผยสูตรให้กับทุกๆคนได้ทราบจากในเว็บพันทิพเลยกลายเป็นตำนานไปแล้ว   ผู้ใดได้ริมรองชิมรสชาติเค้กส้มในตำนานนี้จะชื่นชอบมากตรงนี้แอดคอนเฟิมได้ เพราะดูจากที่บ้านทำกี่รอบกี่รอบก็หมดภายใน 3 วัน กินกันจนน้ำหนักขึ้นพรวดพราด  ว่าแล้วเราไปดูตัวสูตรเค้กส้มในตำนานกันดีกว่า ถ้าเพื่อนๆท่านใดสนใจอยากลองนำไปทำดูนะจ๊ะ
วัตถุดิบ  ( สปันจ์เค้ก
  • แป้งเค้ก 100 กรัม            
  • ผงฟู  1 ช้อนชา
  • น้ำตาลป่น  80 กรัม
  • น้ำข้นจืด 40 กรัม          
  • น้ำสะอาด  30 กรัม          
  • ไข่ไก่เบอร์ 0 จำนวน 3 ฟอง  **[  น้ำหนัก ไข่ไก่เบอร์ 0 จะอยู่ที่ 70-75 กรัม ชั่งน้ำหนักรวมเปลือก ] **
  • เกลือ  1/4 ช้อนชา
  • SP10 กรัม  
  • เนยสดละลาย 80 กรัม  ( เนยอุ่น ) 
  • กลิ่นส้ม  1 ช้อนชา  

ขั้นตอนการทำดังนี้ 
1  วอร์มเตาอยุ่ที่ 170 – 180 องศา ไฟบนล่าง ไม่ต้องเปิดพัดลมกระจายความร้อน ทั้งนี่ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับเตาของแต่ละคนด้วยนะคะ
2  นำแป้ง  +  ผงฟู มาร่อนรวมกัน
3  นำไข่ไก่ตอกลงในโถ่ผสม + น้ำ + นม +แป้ง + เกลือ จากนั้นตีให้เข้ากัน 1 นาที
4  ป้าย SP ที่หัวตะกร้อแล้วตีด้วยความเร็วสูงต่อ อีก 7 นาที ในระหว่างนี้ให้ทำการปาดขอบอ่างไปด้วย
5  เมื่อตีด้วยความเร็วสูงครบเวลา 7 นาทีแล้วให้ตีต่อด้วยความเร็วต่ำอีก 1 นาที จากนั้นค่อยๆใส่เนยละลายแล้วตีต่ออีก 2 นาที แล้วตีด้วยความเร็วสูงอีก 20 วินาที แล้วจึงหยุดตี
6. จากนั้นใช้ไม้พายตะร่อมซัก 4-5 รอบ แล้วเทลงพิมพ์ ( เนื้อเค้กจะได้ 3 ปอนด์ ) แล้วนำเข้าเตาอบประมาณ 25-40 นาที  (ระยะเวลาในการอบขนมขึ้นอยู่กับเตาของแต่ละคนนะคะ)
7 เมื่อเค้กสุกแล้วให้นำไปคว่ำลงบนตะแกรงเพื่อให้เค้กคลายความร้อน และแกะกระดาษไขที่กรุลงบนพิมพ์เอาไว้
หมายเหตุ :: ให้นำเนยไปละลายแล้วทิ้งเอาไว้ให้อุ่นก่อนถึงจะนำมาใส่ในตัวเค้ก 

ซอสส้ม สำหรับราดบนตัวเค้ก 
  • น้ำ        400 กรัม
  • น้ำส้มเข้มข้น  70 กรัม
  • น้ำตาล 140กรัม
  • แป้งกวนไส้ 40 กรัม
  • เนยจืด 50 กรัม
หมายเหตุ :: (ควรใช้รสแมนดารินนะคะจะให้รสและสีที่สวยกว่าโดยไม่ต้องเติมสีค่ะ)

ขั้นตอน
นำน้ำ + น้ำส้มเข้มข้น + น้ำตาล + แป้งกวนไส้ จากนั้นคนให้เข้ากันแล้วนำไปตั้งบนเตาแล้วใช้ตะกร้อมือหรือทัพพีคนๆให้รู้สึกว่าซอสเริ่มมีความข้นจากนั้นนำลงจากเตาแล้วเติมเนยคนต่อให้เนยละลายเท่านี้ก็นำมาราดที่บนตัวเค้กได้แล้วค่ะ 

วิธีการทำนั้นไม่ยากเลยใช่ไหม สามารถเอาไปต่อยอดกันได้อีก สูตรเค้กส้มในตำนาน ณ พันทิพ ที่ใครๆได้ทานแล้วจะชื่นชอบ ยิ่งอากาศร้อนๆ ได้ลองทานเค้กส้มแช่เย็นๆเข้าไปแล้วจะติดใจ เพราะช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นได้นะจ๊ะ  แล้วเจอกันสูตรหน้านะคะ จะไปหาสูตรในตำนานมาแบ่งอีก ต้องขอขอบคุณต้นฉบับเค้กส้มอย่างคุณวรรณ ( A Little Catz ) ด้วยนะคะ ที่แบ่งปั่นสูตรนี้ออกมาให้กลายเป็นตำนานอย่างแพร่หลาย  

เครดิต :: คุณวรรณ (A Little Catz )
เรียบเรียงโดย และ รูป :: รีวิวทุกที่ 
ทดสอบสูตร :: สามทหารเสือเบเกอรี่ (ร้านที่ขายมาการองในตำนาน)




วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562

มิถุนายน 11, 2562

กิมจิไชเท้า (Kkakdugi)

ชวนทำกิมจิไชเท้า (Kkakdugi) เอาไว้จีบผู้ 


Hello จากที่ปล่อยสูตร Banana Choco ออกไปเพื่อนให้การตอบรับในสูตรอาหารเลยอยากปล่อยสูตรที่ได้มาลองทำแล้วอร่อยอีก  ใครติ่งเกาหลีเรียนเชิญทางนี้ วันนี้เรามีเมนูอาหารเกาหลีมาเสนอ “ กิมจิไชเท้า หรือเรียกว่า Kkakdugi ” การกินกิมจิเป็นวัฒนธรรมเคียงคู่กับประเทศเกาหลีมานานแสนนาน  ใครชอบดูซีรี่ย์จะรู้ว่า อาหารทุกจานที่พระเอกกับนางเอกกินกันนั้นจะต้องมีกิมจิเคียงคู่กับโต๊ะอาหารอยู่เสมอ ดูไปดูมาเกิดอยากจะกินบางอะไรบาง เพราะท่าทางจะอร่อยหน้าดู ไปเดินดูที่ห้าง  ราคาขายกิมจิไม่น่ารักเลย ยิ่งช่วงนี้แล้วละก็ของทุกอย่างต่างพากันปรับราคาขึ้น มีแต่ขึ้นไม่มีลงสักบาท แอดมินไส้แห้งก็ทำกินเองดีกว่าลงทุนนิดหน่อยแต่เก็บเอาไว้ได้กินหลายมื้อ สูตรนั้นก็ไม่ยากอย่างที่คิด วัตถุดิบก็หาเอาจากในประเทศบ้านเราเนี้ยละ เครื่องปรุงก็อยู่ในครัวไม่มีอะไรมากมายอย่างที่คิด  เราเริ่มทำกันเลยดีกว่า

วัตถุดิบ 
  • หัวไชเท้าสด  2 กก. 
  • ต้นหอม  6-7 ต้น 
  • ขิงแก่ขนาดหัวแม่มือ นำมาสับให้ละเอียด 
  • กระเทียม 7-8 กลีบ 
  • น้ำตาลทราย 
  • เกลือ 
  • น้ำปลา 
  • พริกปาปิก้า หรือ พริกป่นเกาหลี  
  • โกชูจัง (ไม่จำเป็นต้องมี ) 
  • กล่องสำหรับใส่กิมจิไชเท้า 
วิธีการทำ 

1) หันไชเท้าที่เราได้ทำการเตรียมเอาไว้หันให้พอดีคำ ตอนทำก็มโนไปว่ากำลังทำกิมจิไปจีบผู้เกาหลี หรือไม่ก็มโนว่าเดี๋ยวเราจะทำหมูสามชั้นย่างห่อกินกับกิมจิ   ฮ่า ๆ  (การจินตนาการนั้นสำคัญเสมอ)
2 ) จากนั้นให้ใส่เกลือที่เตรียมเอาไว้ 2 ช้อนโต๊ะและน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ คลุกเค้าให้ทั่ว ทิ้งเอาประมาณ 30 นาที ในระหว่างนี้ทุกๆ 15 นาทีค่อยเอามือคลุกให้ทั่ว 1 ครั้ง ให้ทำอย่างเบามือระวังไชเท้าจะช้ำ
3 ) ระหว่างรอให้ไชเท้าเข้าทีเราก็มาจัดการ ขิง,กระเทียม ,ต้นหอม ให้เรียบร้อย 

4 ) ไชเท้าครบเวลา 30 นาที ให้เราทำการรินน้ำที่ดองไชเท้าออก  อย่าพึ่งทิ้งน้ำนะจ๊ะ เก็บเอาไว้ปรุงก่อน  จะนั่วไม่นั่วก็ตรงนี้ด้วยละ 
5 ) นำเครื่องปรุงทุกอย่างที่เราเตรียมเอาไว้ใส่ลงไปในไชเท้าที่ได้เตรียมเอาไว้ข้างต้น พร้อมกับปรุงรสด้วยน้ำปลา 2 ทัพพี น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ พริกปาปิก้า  60 กรัม และ รอบนี้ที่บ้านมีโกชูจังใส่ลงไปด้วย 1 ช้อนโต๊ะ  สุดท้ายคือน้ำดองไชเท้าที่เราเตรียมเอาไว้ 2 ทัพพี จากนั้นใช้มือคลุกเค้าให้ทั่ว คลุกไปเรื่อยจนกว่าน้ำปรุงจะแห้งหายไป  ทุกอย่างได้ทีก็ให้เก็บเข้า ภาชนะที่เตรียมเอาไว้ ปิดให้สนิทอย่างให้ลมเข้าและทิ้งกิมจิที่ทำไว้ตรงที่คิดว่ามีอุณหภูมิสูง(ร้อน)ทิ้งเอาไว้ 1 คืน แล้วชิมดูว่าเปรี้ยวหรือเปล่าแต่ถ้ายังเปรี้ยวไม่ถึงใจก็ทิ้งเอาไว้อีก 2 – 3 วัน คราวนี้ละเปรี้ยวถึงใจแน่นอน  หรือใครต้องการหลักสูตรเร่งรัดแนะนำว่าให้ไปตากแดดสักประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง และนำออกมาชิมว่าเปรี้ยวหรือเปล่า ถ้าเปรี้ยวก็เป็นอันว่าโอเครแล้ว สามารถนำมาทานได้เลยจ้า 

ใครต้องการทำไปจีบผู้เกาหลีก็ได้นะ ทำไปมโนไปว่าพระเอกเกาหลีจะต้องชอบกิมจิไชเท้าที่เราทำแน่นอนติดกับดักอ่อยหนุ่มด้วยเสน่ห์ปลายจวักหนุ่มๆหลงเป็นแน่  หรือ หนุ่มๆอยากจะทำไปจีบสาวก็ได้นะไม่ว่ากัน  ฮ่าๆ ขอให้สนุกกับการทำอาหารนะคะ  แอดมินทำกินจิไชเท้าทีไรหมดภายใน 3 วัน อยู่นานสุดก็ 1 อาทิตย์ ที่บ้านแอดไม่ได้เอาไปทานกับหมูย่างหรือเนื้อย่างนะ เอามาคลุกกับข้าวสวยร้อนๆ  กินตอนช่วงอากาศร้อนเบื่ออาหารเนี้ยทำให้เจริญอาหารขึ้นมาทันทีเลยละ ไว้คราวหน้าจะมาปล่อยสูตรอะไรอีก แวะเวียนเข้ามากันบ่อยๆนะคะ แอดกับข้าวได้เชื่อว่าเพื่อนๆก็ทำได้เช่นกัน 

เครดิตสูตร :: Mr Trin ในพันทิพดอทคอม 
รูปและบทความ :: แอดมินรีวิวทุกที่