รีวิวทุกที่

www.everywherereview.com เป็นเว็บที่รวบรวม สาระน่ารู้ประโยชน์ต่างๆ พร้อมกับการรีวิว อุปกรณ์ , เครื่องสำอาง , สนามวิ่ง , ร้านอาหาร และ ชวนทำชวนกินของอร่อย

Breaking

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ WesternForestTrail แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ WesternForestTrail แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562

มิถุนายน 03, 2562

รีวิวสนามวิ่ง Western Forest Trail 2019 (WFT2019)

รีวิวสนามวิ่ง Western Forest Trail 2019 (WFT2019)

 สมัคร 27 km. วิ่งจริง 34 km.



สวัสดีทุกๆ คนฝนหายสมองบวมจ้าแล้ว มาๆเราจะมาเล่าถึงงาน “ Western Forest Trail 2019 ” ให้ฟัง  ขอเกริ่นก่อนกว่าก่อนหน้านี้ฝนได้ DNF งานในระยะ 30 km. มาสองงานแล้ว  ตอนต้นปีก็เป็นงานผาส้มเทรลจัดที่จังหวัดเชียงใหม่ และ ไล่ติดกันมาก็เป็นงาน psk จัดที่จังหวัดกาญจนบุรีอกหักมาทั้ง 2 งาน
และงาน WFT 2019 จึงไม่อยากคาดหวังอะไรมากมายคิดว่ายังไงเราก็ไม่สามารถที่จะผ่านระยะนี้ได้ .... หมดความมั่นใจในตัวเองไปแล้วด้วย ก่อนที่จะมาเป็นระยะนี้จริงแล้วระยะที่ผู้จัดประกาศรับสมัครนั้นคือ 27 km. เท่านั้น และหลังจากนั้นห่างจากวันจัดงานเพียงแค่ 2 เดือนทางผู้จัดได้ประกาศเพิ่มระยะเป็น 32 km. ซึ่งตอกย้ำเราเข้าไปอีกว่าเราจะวิ่งจบหรือเปล่าวะเนี้ย  ยังไม่พร้อมที่ก้าวเข้าในระยะนี้จริงๆ แต่ทำไงได้กระโดดเข้าสมัครงานนี้ไปแล้วก็ต้องขอลองดูอีกสักครั้งและครั้งนี้คิดว่าจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะตั้งเป้าหมายไว้ว่าถ้าจบเรซนี้ได้จะได้แพลนลงฟูลมาราธอนสักครั้ง ^_^

- ถึงวันที่ต้องเดินทาง วันที่ 18 -19 /05/62-




ฝนได้เดินทางร่วมกับรถตู้ผู้จัดทริปวิ่งงานคือ แพนด้าพาวิ่ง ซึ่งเป็นกันเองมาก เราร่วมเดินทางกับพี่ๆแพนด้ามาหลายทริปแล้ว ด้วยความสะดวกในการเดินทางตลอดจนพาส่งถึงที่จุดลงรถมีอาหารเลี้ยงตอนกลับ พี่ๆในทริปนี้ก็เป็นนักวิ่งขาแรงกันทั้งนั้นก็มีฝนเนี้ยละที่ยังคงไม่พัฒนาไปไหนกับเค้าเลย 5555+
บรรยากาศในการรับบิบในวันที่ 18/05/62  แดดมันจะร้อนไปไหน   ใครบอกว่าทองผาภูมิฝนตกค่ะ

เดินทางไปรีบบิบเรียบร้อย เราก็เดินทางเข้าที่พักที่ ภูพิงดาว บรรยากาศหน้าบ้านพักชวนให้อยากจะกระโดดน้ำมากๆ

เก็บกระเป๋าเรียบร้อย ก็ต้องสำรวจบริเวรที่พักกันหน่อย และที่เตรียมตัวกระโดดกันนั้นวิ่งในระยะ 34 กับ 60 km. กันทั้งนั้นเลยนะนั้น  โอ้ยทำไปกันได้เนาะ แต่เรามาวิ่งต่างจังหวัดแล้วก็คือการมาพักผ่อนมันก็ต้องเต็มทีกันหน่อย สะเทือนเข่ากันไปจ๊ะ

- วันวิ่งจริงมาถึง ( 19/05/62 ) -

พี่ๆนักวิ่งในระยะ 60 km. จะต้องไปถึงจุดสตาร์ทก่อน จะปล่อยตัวตอนตี 4 ก็ต้องไปถึงจุดปล่อยตัวประมาณ ตี 3 หรือ ตี 3 ครึ่ง เพื่อทำการเตรียมตัวและเข้าจุดสตาร์ท ส่วนเราวิ่งในระยะ 32 km. ปล่อยตัวตี 5 ก็ออกจากที่พักตอนตี 4 ไปก่อนจะได้มีเวลาเตรียมตัวเข้าห้องน้ำ เช็คอุปกรณ์ และ ถ่ายรูปเป็นที่ระทึกเอ้ยระลึกกัน  ^ ^ 
ถ่ายรูปเล่นกับพี่ๆในกลุ่ม
จากนั้นนักวิ่งในระยะ 32 km. ก็ถึงเวลาปล่อยตัวทุกคนเข้าที่จุดสตาร์ทเพื่อรอสัญญาณปล่อยตัวออกกลุ่มขาแรงก็จะอยู่ข้างหน้าส่วนเรานะหรอ ก๊อกแก๊งค์ยังไม่รู้ว่าผ่านได้ไม่ได้ก็อยู่ข้างหลังเนี้ยละ ไม่เกะกะกลุ่มขาแรงเค้าด้วย  ถึงเวลาปล่อยตัวเจ้าหน้าที่ก็ทำการส่งสัญญาณปล่อยตัว กลุ่มนักวิ่งทุกคนวิ่งมุ่งหน้าเข้าสู้เส้นทางที่ทีมงานกำหนดเอาไว้ให้  เราก็วิ่งตามๆกันไปโดยคิดเอาไว้ว่าวิ่งในความเร็วที่เราถนัดจะไม่ให้เร็วกว่านี้เพราะว่ากลัวบาดเจ็บและไม่สามารถไปต่อ ในช่วงแรกที่วิ่งก็วิ่งได้ตามเป้าที่กำหนดเอาไว้ พอถึงในช่วงมีความชันก็ลดความเร็ว และ เร่งวิ่งขึ้นในทางเรียบ วิ่งๆหยุดๆเป็นช่วงๆ  
เส้นทางวิ่งในช่วงแรก และ แสงพระอาทิตย์กำลังส่องทำให้เห็นเส้นทางได้วิ่งได้ง่ายขึ้น  วิ่งไปตามเส้นทางที่ผู้จัดกำหนดและเสพความสดชื่นของธรรมชาติรอบกายโดยยังไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นยังไง เพราะยังไม่ถึงจุดวิ่งที่ลำบากมาก

" เห็นผู้จัดบอกว่าดอกนี้เรียกว่าดอกว่าน "

ได้แค่แวะถ่ายรูปบางจุดแต่ไม่สามารถถ่ายรูปได้หมดทุกจุดที่อยากถ่ายเพราะว่าต้องรีบวิ่งต่อเพื่อไม่ให้หลุดจากความเร็วที่คำนวนไว้ ต่อจากจุดตรงนี้นี่ละเป็นจุดที่ต้องขึ้น และ ขึ้น  จากประสบการณ์จาก 2 สนามแรกทำให้เราใช้โพลได้ง่ายขึ้นแต่ก็ยังใช้ไม่เก่งพอ รู้วิธีปักไม้โพลเพื่อผ่อนแรงขา ปีนตามๆกันขึ้นไป เรายังไม่ปีนไม่เก่ง ก็ต้องค่อยๆตามกันไป  แต่การปีนครั้งนี้เหนื่อยแต่ไม่เหนื่อยมากเหมือนกับสองสนามแรก 
ถามว่าชันไหมสำหรับเราแล้วมันค่อนข้างชันถ้าสำหรับขาแรงอาจจะไม่ชันเพราะนักวิ่งบางคนก็ไม่ได้ใช้ไม้โพล แต่มีประสบการณ์มาแล้วจึงไม่ตกใจ เหมือนกับครั้งแรกๆ คนก่อนหน้าเราต้องดันก้นกันเราใช้ไม้โพลปักและงัดขึ้นจุดต่อจุดจนถึงจุดสูงสุดของภูเขาจากที่วิ่งมาก่อนหน้านี้เหมือนแสงแดดเริ่มเผา พอเข้าไปในป่าลึกที่ปีนขึ้นไปบรรยากาศ และ อากาศผิดกันโดยสิ้นเชิง ป่าดิบชื่นมันสวยมาก 

ตรงนี้ละเริ่มช้าทั้งๆที่ควรวิ่งแต่เราไม่วิ่งเพราะหลงความสวยงามของต้นไม้ใหญ่  บางต้นพากันล้มกีดขวางทางก็ต้องทำการปีน  ช่วงขาเราก็สั้น ปีนก็ปีน  5555+ เกือบโดนมดตัวใหญ่กัด นั้งทับมดยังไม่ตายกัดจิกติดกางเกงเลย  ผึ้งตัวเล็กๆก็มาลุมตอมเสียวโดนตอย คิดในใจถ้ามันตอยมาก็จะตอยมันคืน  win win ไม่ใช่ละ มันนี้เป็นมุขนะคะ เราเดินคุยกับเพื่อนอีกคนไปเรื่อยๆ ไปแบบไม่รีบ เราก็งงทำไมเราไม่รีบ เพราะอากาศมันเย็น เส้นทางก็มีทั้งหินและต้นไม้  แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาได้น้อยมากทำให้มีเห็ดนานาชนิดพร้อมใจกันขึ้น   มีช่วงที่ต้องข้ามน้ำโดยข้ามตามต้นไม้ที่ล้มกลัวที่จะลื่นล้มก็นั้งแล้วเอาก้นไถ่ไปเรื่อยๆ 5555+ กับเพื่อนอีกคนก็ทำเช่นนั้น ตอนนั้นยังไม่อยากให้รองเท้าเปียก  วิ่งไปเรื่อยๆ จนออกจากป่า ความเร็วที่กำหนดไว้หลุดกระจุยกระจายไปหมด ไหลไป 20 ว่านาทีต่อกิโล จำนวนเวลาที่สะสมเอาไว้ก็หมด   เจอสุ่มให้น้ำก็ทั้งเกลือแร่ น้ำดื่ม แตงโม ข้าวต้มมัด 5555+ จัดเต็มตรงนี้ละ แต่เราก็เตรียมในส่วนของเราไว้เหมือนกันกินแล้วก็อัดขึ้นมาเพื่อไม่ให้ตัวเองหิวและหวิวอย่างที่เคยเป็น  วิ่งมุ่งตามเส้นทางที่ทีมงานจัดให้ต่อเพื่อขึ้นไปเข้าเขตน้ำตกห้วยขมิ้น เพื่อเข้าเขตเหมืองเก่า คือ จุดไฮไลท์ที่ทางงานโปรยไว้ตอนสมัคร  ตอนนี้ละความเร็วหลุดกระจายไปแล้ว แสงแดดก็เริ่มเผาแรงขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้ทำความเร็วได้ แต่ขาที่โดนนวดมาในป่าช่วงนึงแล้วทำให้เราไม่สามารถวิ่งทำความเร็วได้เหมือนช่วงแรกๆ แต่ใช้วิธีเดินเร็ว เร่งให้ตัวเองเร็วขึ้นกว่าจะไปถึงจุดไฮไลท์ที่ทีมงานโปรโมทไว้ก็ทำเอาแสงแดดจัดขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่ทวีความร้อนขึ้นมาก ค่อยๆวิ่งๆไป 
มุ่งหน้าขึ้นเขาลูกโน้น เห็นมั้ยค่ะ นั้นละ 555+ ไปๆวิ่งต่อไป เดี๋ยวจะได้เจอกับหนังชีวิตแล้ว ใกล้แล้วค่ะ เราใกล้ที่จะเจอหนังชีวิตกันแล้ว T_T

ขึ้นมาถึงในจุดแรก เพื่อเตรียมตัวมุดเหมือง ก็ต้องมีไฟคาดหัว ที่ทีมงานกำหนดไว้ว่าต้องมีทุกคนถ้าไม่มีจะโดนจับ DNF ออกจากงาน 
ยินดีตอนรับเข้าเหมืองเก่าค่ะ  ข้างในมืดจริง ฝุ่นก็เยอะ เป็นจุดที่ศูนย์ร่วมตากล้องจริง เพราะมุดหลายจุดเพื่อขึ้นไปเอาจุดเช็คพอยท์ด้านบน 
รีบเข้า รีบออก ยังเหลืออีกหลายกิโล ได้ยินตอนออกว่า ออกจากเหมืองแล้วก็จะได้ไปเจอกับหนังชีวิตของแท้ !!!! 55+  ให้กำลังใจกันสุดๆ ไม่คิดถึงคนได้ฟังเลย T_T

แล้วจะรออะไรละคะ วิ่งและเดินซินาจา ออกจากเหมืองก็รีบวิ่งเข้า ยังคงมีตากล้องดักรออีกหลายจุด พอเข้าจุดให้น้ำก็รีบเติมพลังงาน และ รีบหยิบเจลพลังงานที่เตรียมไว้ออกมาเพื่อเอาไว้เติมข้างทางเพราะทีมงานบอกว่า  จุดให้น้ำด้านบนจะเติมน้ำให้เพียงครึ่งเดียว ครั้งนี้เราไม่กลัวเรื่องน้ำเพราะด้านหลังเราพกเป้น้ำ และยังคงมีน้ำขวดเล็กพกไว้ข้างหน้า แต่เรากลัวเรื่องพลังงานที่ร่างกายดึงออกมาใช้ไม่ทัน  เติมพลังงานเสร็จก็เข้าป่าต่อซิรออะไร  ป่าช่วงหลังนี้จะเป็นหนังคนละม้วนกับป่าช่วงแรก มีทั้งข้ามต้นไม้ใหญ่  ต้องปีนขึ้น  และ กระโดดข้ามหินใหญ่ ที่มีเจ้าหน้าทีคอยจับไม่ให้ตกลงไป และ ไถ่ก้นลงไปตรงลานน้ำตกที่ยังคงแห้งอยู่ คบทุกรสจริงๆ  ไม้โพลบางช่วงก็เป็นภาระ บางช่วงก็เป็นตัวช่วย ทั้งระยะทางและเวลาที่บีบคั้นหัวใจ ตรงนี้ละเป็นจุดที่เราถอดใจ เพราะความชันบางช่วงยังปีนทั้งๆที่เป็นช่วงขาลงแล้ว และก็มีเพื่อนหลายคนถอดใจ  แต่ยังคงต้องออกจากป่าไปให้ 5555+  จนในที่สุดเราก็เจอกับสวิปเปอร์  อีกแล้วววววววว กรูโดนสวิปจับได้อีกแล้ว แต่อย่างว่า แม้แต่สวิปเองก็ยังหอบกิน  และถึงจุดขาลงจุดนี้ละ เราขอเรียกว่าจุดวัดใจ ซึ่งมีเจ้าหน้าทีรออยู่ และมี นักวิ่งบางท่านของ DNF ออกจากสนาม และซึ่งหลายคน ร่วมทั้งเพื่อนเราที่ผลัดกันตาม ผลัดกันแซงด้วย ก็ DNF ด้วย ส่วนเรานะหรอ หันไปมองแล้วถามเจ้าหน้าทีว่าชันมั้ย เจ้าหน้าก็บอกว่าก็เป็นจุดที่คุณขึ้นมาเมื่อเช้าละครับ ถ้าจะไปต่อก็ลงไปได้เลย ตัดสินใจสักพัก ไปต่อซิรออะไร รอให้สวิปมาเดินไล่ตามหรอ ไม่เอา มันเหนื่อย 555+ รีบจ้ำๆ  คราวนี้เปลี่ยนเพื่อนละ ค่อยๆลงไป ลง ๆ และก็ลง กลุ่ม 60 km. ผ่านมาบอกว่าสู้ๆนะคะ นะครับ ไม่ทันก็ไม่เป็นไรไปเรื่อยๆ  เราก็เดินเคาะไม้โพลเราไปเรื่อยๆ แดดเริ่มแรงแต่ยังไม่แสบยังมีต้นไม้บังอยู่  เคาะโพลไปเรื่อยๆ  บ่นกับน้องผู้ชายอีกคนไปเรื่อยๆ  สารพัด ที่จะบ่นกัน 5555+ น้องบอกว่าจบงานนี้ก็จะไปขายบิบทิ้งให้หมดแล้วพี่ เทรลแรกของผมเกือบเอาชีวิตไม่รอด ก็ไม่รู้จะปลอบน้องยังไง ได้แต่  ชวนถาม ชวนคุย บอกระยะที่เหลือ  55555+  น้องเจ็บแต่น้องเดินเร็วนะคะ พี่ตามไม่ทัน  พอถึงทางเรียบ โอ้วโห  แดดร้อนมากแต่คงสู้ถนนราชพฤกษ์ที่ไปมาไม่ได้ 555+ จ้ำๆ เดินๆ  เจอน้ำก็ลุยๆ มันไป จะได้จบๆกันไป ไม่ต้องหลบและหลีกแล้ว  555555+  แสงแดดเริ่มเผาความร้อนนี้ระอุขึ้นมาทันที   
พี่ตากล้องค่อยบอกว่าเดินทางไหนจะได้รูปสวย และ ถ้าวิ่งไม่ไหว้ก็เดินค่ะ เดินยิ้มมาสวยๆ เหมือนเดินแคทวอท 555+ ประโยคหลังนี้เราคิดเอ๊งงงงงงงงง....... 

และจากนั้นก็จะยิ้มไม่ออกเมื่อถึงจุดให้น้ำก่อนจุดสุดท้าย โดยน้องๆเจ้าหน้าทีบอกว่า “ พี่ค่ะ ต้องไปต่ออีก 4 กิโลค่ะ ” What !!!! อะไรค่ะ พี่ไม่เข้าใจค่ะ  หูนี้ดับ  ยืนงง  หน้าพี่ๆ น้องๆ ที่ค่อยบิวนี้ลอยมาทันที สมองเบลอคิดว่าเราควรที่จะ DNF  หรือไปต่อ แต่ก็มีประโยคนึ่งลอยมา “  พักให้หายเหนื่อย หายร้อนก่อนครับแล้วค่อยไปต่อ ถ้าพี่ DNF พี่จะเสียใจ ” จากนั้นค่อยๆตั้งสติและบอกน้องผู้ชายคนนั้นว่าต้องไปต่ออีก 4 กิโล ไหวหรือเปล่า น้องบอกเต็มปากว่า  !!! กิโลเดียวผมก็ไม่ไหวแล้วครับพี่ T_T มันจุกเพราะเข้าใจ   แต่เรามีเป้าหมายเราต้องรีบสลัดทิ้งทันที เราทำการเดินตากแดดต่ออย่างต่อเนื่อง โดยที่ทิ้งน้องผู้ชายไว้กับเจ้าหน้าที่  เดินเหมือนไม่ร้อน แต่แม่งโครตร้อน  ใบหน้าที่จากยิ้มกลายเป็นใบหน้าที่ยิ้มไม่ออก เจอจุดให้น้ำสุดท้ายบอกว่าอีก 2 กิโลนะคะ ถึงแล้ว แต่เราจำได้เส้นทางนี้ถ้านับจากที่พักก็ 2.5 โล และถ้านับจากจุดให้น้ำสุดท้ายนี้ก็หน้าจะประมาณ 3 โล สมองคำนวณระยะตลอดมองนาฬิกาที่ค่อยจับระยะ เพราะมันเกิดรู้ลิมิตของร่างกายเราแล้ว เรารู้แต่พลังงานยังคงเหลืออยู่คือ “น้ำตาล” เดินไปเรื่อยๆผ่านที่พักของเราก็ส่งเสียงเรียกพี่คนขับรถ และยังเดินต่อไปจนเจอพี่ตากล้องที่เรารู้จัก  พี่เค้ายังคงดักรออยู่ 
รูปออกมาสวย แต่จริงแล้วตัวเรานี้มอมแมมมาก อย่างกับไปฟัดกับตัวอะไรมาสักตัว  
หยุดถ่ายรูปแล้วก็ถามพี่ตากล้องว่า “เห็นวิญญาณหนูมั้ยพี่ ”
ก็รีบเดินๆ เร็วๆ ขึ้นเพราะว่าใกล้ถึงจุดจบของงานแล้วพอเห็นเส้นชัยเท่านั้นละ รีบวิ่ง ๆ วิ่งให้เร็วที่สุด โดยมีพี่เหมียว น้องเบลล์ และ พี่เพน รออยู่ที่เส้นชัย ความรู้สึกมันดีใจจนน้ำตามันไหล นึกว่าจะไม่รอดแล้ว คิดว่าต้อง DNF แล้วงานนี้เพราะเส้นทางและเวลามันหมดแล้ว พี่เจ้าหน้าที่นำเหรียญมาให้ เรายังถามพี่เจ้าหน้าทีเลยว่าได้เหรียญด้วยหรือค่ะ พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าให้ค่ะ  ให้เพราะความมุ่งมั่นและมาถึงเส้นชัยนี้ได้ เรารับเหรียญแล้วกอดพี่ๆ ทุกคน

เราใช้เวลาไปทั้งหมดเกือบ 10 ชม. ด้วยระยะ 34.6 km. แถมเยอะจริงอะไรจริง 55555+ ปีหน้าไม่ขอแบบนี้แล้วนะคะ 

“จบงานนี้  หัวใจเรากลับมาพองโตอีกครั้งและอยากจะสู้อีกครั้ง ตั้งใจเอาไว้ว่าจะแพลนลงฟูลมาราธอนดูสักครั้ง

สรุปโดยรวม  Western Forest Trail 2019 (WFT2019)  การบริหารจัดการดีมาก   อาหารและน้ำดื่ม เพียงพอ เย็นชื่นใจ  เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยนักวิ่งเข้าถึงตัวนักวิ่งได้เร็ว  รถกู้ภัยนี้วิ่งตลอดเส้น ถ้าจะติก็คงเป็นเรื่องเวลาและระยะทางและการแจ้งข่าวสารให้นักวิ่งได้รู้ทั่วถึง นอกนั้นให้ภาพและเสียงสะท้อนของนักวิ่งท่านอื่นๆ เล่าเรื่อง

งานนี้ต้องขอบคุณ  พี่เหมียว น้องเบลล์ คอยบิ้วไม่ให้ถอยก่อนออกวิ่งคอยดึงคอยลากไปซ้อมซิตี้รัน เพราะหน้าทุกคนลอยมาตอนเจอแดด   ขอบคุณพี่เพนที่คอยเป็นไกด์ให้น้องลองทำสควอส 200 ต่อวัน 555555+ ปวดก้นกันไป  

ขอบคุณพี่ติ๊กและทีมแพนด้าพาวิ่งที่มารับพาไปวิ่งและพากลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพแถมพาไปเลี้ยงอาหารก่อนตีรถเข้ากรุงเทพฯ 

ขอบคุณพ่อกับแม่ที่ยอมปล่อยให้ลูกออกมาวิ่งกลางป่ากลางเขา 555+ ขอบคุณทุกๆกำลังใจ  ขอบคุณร่างกายที่ไม่งอแง  ขอบคุณการตัดสินใจที่ไม่ผิดพลาด  ไว้เจอกันใหม่ในสนามหน้านะคะ 

ปล. แม่พึ่งรู้ว่าวิ่งแล้วอุปกรณ์มันเยอะ แต่แม่ยังรู้ไม่หมดว่าลูกไปวิ่งเล่นกลางป่าแบบนี้ 555555+

แล้วเจอกันใหม่ในสนามวิ่งหน้าค่ะ

เครดิตรูป และ บทความ :: รีวิวทุกที่